เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
Mobile   PDA  
ค้นหา:
สมัครสมาชิก  บทความ  รถเข็น 
สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 21/03/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 25/09/2557
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 139

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เกี่ยวกับเรา
บทความ
ติดต่อเรา

หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (139)
1.กระดาษทรายและอุปกรณ์ abrasive
2.พลาสติกคลุมรถ, กระดาษ masking plastic,paper
3.เทปกาวสำหรับงานพ่นสี masking tapes
4.เครื่องขัดสี, น้ำยาขัดสี, ฟองน้ำขัดสี,ขนแกะ,แป้น
5. ถ้วยตวงสี,กรวยกรองสี,ไม้คนสี mixing cup, paint
6.กาใส่น้ำยา,ผ้าเหนียว,กระดาษเช็ดคราบฯ,ผ้าทำความสะ
7.หน้ากากสำหรับพ่นสี, ชุดพ่นสี
8.มีดโป๊วสี, แผ่นพ่นเทียบสี
9.ฟิลเตอร์สำหรับห้องพ่นสี floor filter
11.กาพ่นสี,ถ้วย,อุปกรณ์ Spray Gun, accessories
13.สีโป๊ว putty
14. สีรองพื้นกลบรอย filler
15.สีรองพื้นอีพ็อกซี่ epoxy filler
16.ทินเนอร์ thinner
17. เคลียร์โค้ท clear coat
18.น้ำยาเช็ดคราบฯ, เช็ดยางมะตอย silicone remover
19. น้ำยาพ่นกันสะเก็ดหิน stone chip
20. น้ำยาพ่นเกาะพลาสติก plastic primer
21.น้ำยาลูบด้านเคลียร์ Mipa Mat&Clean
22. น้ำยาเคลือบผนังห้องพ่นสี MP \"AntiDust&am
23. น้ำยาพ่นกันชนพลาสติก Bumper Paint
25. น้ำยากันตาปลา anti silikon zusatz
26. สีเอฟเฟคท์หลายเฉด VIP Multi Color Effect
27. สีแคนดี้โปร่งแสง (candy tone) สีแก้ว.สีลูกกวาด
28. สีพ่นรถยนต์ บรอนซ์เมทาลิค BC Metallic
29. สีพ่นรถยนต์ Base Coat System
30. สีพ่นรถยนต์ One Coat System
31. สีสะท้อนแสง daylight fluorescent colour
32. สีพ่นล้อแม็กซ์ basecoat for car wheels
33. ชุดพ่นสี
34. สีสเปรย์อลูมิเนียม Alu-Chrom-Spray



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

Link
ดู Video Mipa, รายละเอียดต่างๆ
download แคตตาล็อก non-paints (eng)
ดูรายละเอียดสินค้าหมวดสีเพิ่มเติม
ดูรายละเอียดสินค้า non-paints เพิ่มเติม
เบราเซอร์อินเตอร์เน็ต ภาษาไทย (firefox)
แหล่งข่าวสารของไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ในประเทศไทย
เบราเซอร์อินเตอร์เน็ต ภาษาไทย (google chrome)
เบราเซอร์อินเตอร์เน็ต ภาษาอังกฤษ (Opera)
เบราเซอร์ Safari+iTunes (แนะนำ)
iPhone in Thailand
Internet speed test
สมาคมอู่กลางการประกันภัย
สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย
Download โปรแกรมอ่านบาร์โค้ดบนมือถือ




บจก.คาร์ โคทติ้งส์ ซิสเต็ม (ประเทศไทย) 109/85 ถ.เทพารักษ์ (กม.26) ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 10540 โทร.02 708 0733, 088 022 0045 แฟกซ์. 02 708 0734 e-mail: ccsthai@yahoo.com /บัญชีธนาคาร : บช.ออมทรัพย์ ธ.กรุงศรีอยุธยาฯ สาขาบางบ่อ เลขที่ 378 -1-41166-3 เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 07755430000450

----------------------------------------------------------

ท่านที่อยู่ในเขตภาคตะวันออก ติดต่อกับตัวแทนของเราได้ที่ KC Refinish อ.เมือง จ.ชลบุรี โทร. 038 272 422, 086 314 9351

----------------------------------------------------------

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่บริษัทฯ 02-708 0733, 088-022 0045 (จันทร์-ศุกร์ 0830-1700) หรือ 081-937 6355, 085-099 2295 คุณวิทยา (จันทร์-เสาร์ 1000-1900 น.) // แผนที่บริษัทฯ ดูได้ในหมวด "ติดต่อเรา", สถานที่ตั้งบริษัท,เลขที่บัญชีธนาคาร ดูได้ในหมวด "เกี่ยวกับเรา"

----------------------------------------------------------

Mipa OC-Mixing System http://upload.tarad.com/images/328574OC-1.jpg

MIPA BC Mixing System http://upload.tarad.com/images/610045BC-system-.jpg

Mipa WBC-Mixing System http://upload.tarad.com/images/564990wbc-mix.jpg

Mipa PromixAqua http://upload.tarad.com/images/619862aqua-1.jpg

Mipa PromixIndustry http://upload.tarad.com/images/545097industry-1.jpg

รูปในงาน CENTRALWORLD BANGKOK 1ST MOTORBIKE FESTIVAL 2009

THE 2nd BANGKOK MOTORBIKE FESTIVAL 2010

ระหว่างวันที่ 28 - 31 มกราคม 2553 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร ที่บูธของ Harley Davidson Thailand รถสีดำคันหน้าสุดของบูธทางขวา ที่มีลายเป็นรูปไฟ และสีด้านเหมือนไม่ได้เคลือบเคลียร์ เป็นที่แปลกตาของผู้ชมอย่างมาก (เคลือบด้วยเคลียร์ด้าน Mipa Klarlack Matt) และอีกบูธที่มีรถโชว์อยู่ 3 คัน แต่ละคันมีป้าย Mipa+Extreme ตั้งอยู่ด้านหน้ารถ ใช้สี Mipa Brilliant Design เคลือบด้วยเคลียร์ Mipa HS ดู / ภาพที่ 2 ภาพที่ 3 ภาพที่ 4

The 31st Bangkok International Motor Show จัดที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค 26/3/53 - 6/4/53 Extreme custom H-D Paints ได้ไปออกบูธแสดงผลงาน และทาง Mipathai ได้มีโอกาสนำสินค้าไปร่วมแสดงด้วย ขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อผู้จัดงาน Bangkok International Motor Show และวิทยาเขต เพาะช่างฯ ที่ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่จัดแสดง (ดูรูป)

บทความ
"ฮัมวี" ถึงเวลาต้องทบทวน? (อ่าน 1087/ตอบ 0)

ฮัมวี ถึงเวลาต้องทบทวน?

โดย...สรศักดิ์ สุบงกช

Rhine_gold@hotmail.com

รถยนต์คือพาหนะที่มนุษย์คุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นกิจการพลเรือนหรือทหาร โดยเฉพาะการทหารรถยนต์ถูกนำมาใช้คู่กับเกวียนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ภารกิจของมันโดดเด่นขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพพึ่งพายานยนต์มากขึ้น เคลื่อนที่เร็วกว่าเดิมทั้งในการรุกรบ,ลาดตระเวนหรือล่าถอย นอกจากรถถังที่ทรงพลานุภาพทั้งการทำลายเป้าหมายและข่มขวัญ รถอีกชนิดที่ถูกใช้งานแพร่หลายไม่แพ้กันคือรถใช้งานทางธุรการ โดยเฉพาะในกองทัพสหรัฐฯซึ่งเข้าสู่สงคราม (หรือบางครั้งก็ก่อสงครามเอง) บ่อยๆ

ภาพเจนตาจากข่าวหรือเอกสารอื่นคือทหารราบกับยานยนต์ เริ่มจากจี๊ป วิลลี่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ตามด้วยฟอร์ด M151 รูปร่างหน้าตาคล้ายกันแต่กว้างและต่ำกว่าในสงครามเวียตนาม และปัจจุบันคือ HMMWV (High Mobility Multipurposed Wheeled Vehicle รถปฏิบัติการเอนกประสงค์) หรือในชื่อที่คุ้นเคยคือ "ฮัมวี" (Humvee) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีตในอนาคตอันใกล้ เมื่อได้รถแบบใหม่เข้าประจำการแทน

เรื่องราวของฮัมวีเริ่มจากปลายทศวรรษ 1970 หลังสหรัฐฯถอนตัวจากเวียตนามและทุกเหล่าทัพต้องการยานยนต์ใช้งานทางธุรการหลังแนวรบมาทดแทนฟอร์ด M151 เดิม เน้นหนักที่กองทัพบกซึ่งเป็นกองกำลังหลัก เพราะรูปแบบของสงครามหลังจากนั้น รถยนต์จะเข้ามามีบทบาทมากกว่าเดิมในฐานะรถธุรการเอนกประสงค์ โครงสร้างต้องแข็งแกร่งทนทานต่อสภาพภูมิประเทศอันทารุณ นอกจากใช้เพื่อธุรการและส่งกำลังบำรุงหลังแนวแล้วยังใช้เป็นฐานอาวุธได้ด้วย ทั้งปืนกล,เครื่องยิงลูกระเบิดและเครื่องยิงจรวด เมื่อกองทัพบกสหรัฐฯวางข้อกำหนดยานยนต์ชนิดใหม่ขึ้นในปี 1979 พร้อมกับชื่อใหม่ว่า High Mobility Multipurposed Wheeled Vehicle ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน บริษัทเอเอ็ม เจเนอรัลจึงเริ่มออกแบบรถยนต์ให้เข้ากับข้อกำหนดนั้น ในระยะไม่ถึงปีก็ได้ M998 ส่งเข้าทดสอบแข่งขัน

การทดสอบสมรรถนะและพัฒนาแผนแบบดำเนินไปจนถึงปี 1981 เอเอ็ม เจเนอรัลชนะประมูลจึงได้สัญญาจากกองทัพบก ให้พัฒนารถต้นแบบและทดสอบจนกว่าจะได้ข้อยุติก่อนส่งมอบให้ใช้งานจริง กิจการทุกอย่างดำเนินมาจนสำเร็จได้สัญญาให้ผลิต "ฮัมวี" รุ่นแรกจำนวน 55,000 คัน ส่งมอบได้ในปี 1985 เข้าสู่สงครามเป็นครั้งแรกในยุทธการ จัสต์ คอสเมื่อสหรัฐฯรุกรานปานามาปี 1989 หลังจากนั้นมันได้เข้าแทนที่รถเดิมซึ่งเล็กกว่า ในกองทัพสหรัฐฯและชาติพันธมิตรทั่วโลก เป็นกระดูกสันหลังของทหารราบและทหารม้ายานเกราะ เช่นเดียวกับ จี๊ป วิลลี่และฟอร์ด M151 ม้าใช้รุ่นพี่ เป็นภาพเจนตาชาวโลกจากสงครามอ่าวครั้งแรกในปี 1991 ในปฏิบัติการอันล้มเหลวของสหรัฐฯ "แบล็คฮอว์กดาวน์" ปี1993 และสงครามอ่าวครั้งที่2 "อิรักเสรี" ในปี 2003 ถึงปัจจุบัน

แม้จะถูกติดปืนหรือเครื่องยิงจรวดบนหลังคา แต่แท้จริงแล้วฮัมวีไม่ใช่รถรบหุ้มเกราะเช่นรถถังหรือรถหุ้มเกราะล้อยาง วัตถุประสงค์แท้ๆดั้งเดิมของมันคือเป็นรถน้ำหนักเบาใช้งานทางธุรการหลังแนวรบ ด้วยวัตถุประสงค์ไม่ต่างจากยานยนต์รุ่นพี่ดังกล่าว ไม่มีเกราะหรืออุปกรณ์ป้องกันพลประจำรถจากสงครามนิวเคลียร์-เคมี-ชีวภาพ ใช้ปืนเล็กยาวอย่างM16 หรือ AK47 ยิงก็เข้า แต่เพราะความทนทานต่อภูมิประเทศกันดารเป็นเลิศ อัตราการสูญเสียจึงน้อยมากแม้ในสภาพแวดล้อมสุดโหดของทะเลทราย มันได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่พรั่น เกาะติดและสนับสนุนการรบได้ทุกหนแห่ง

การใช้งานในที่กว้างอย่างทะเลทรายไม่มีปัญหา แต่ความสูญเสียกลับสูงเมื่อเข้ามารบในเมือง ตัวอย่างชัดเจนคือเหตุการณ์ "แบล็คฮอว์กดาวน์" ที่กรุงโมกาดิสชู เมืองหลวงของโซมาเลีย เมื่อขบวนฮัมวีถูกบีบให้วิ่งผ่านย่านเมืองเต็มไปด้วยจุดซุ่มโจมตี เมื่อมันไม่หุ้มเกราะจึงเสียหายหนักจากคมกระสุนและเครื่องยิงจรวด (RPG) แต่ด้วยความแข็งแกร่งของช่วงล่างจึงเอาตัวรอดมาได้ แม้จะไม่มีเกราะและป้องกันอะไรไม่ได้ แต่แนวโน้มสงครามในปัจจุบันที่เกิดในเมืองมากขึ้นทำให้ฮัมวีถูกนำมาใช้ในรูปแบบนี้บ่อย ทั้งที่แท้จริงแล้วมันไม่ได้เกิดมาเพื่อรบเช่นยานเกราะของทหารราบเลย

หลังจากเหตุการณ์ในโมกาดิสชูและการทำสงครามในเมืองที่นับวันจะถี่ขึ้น กองทัพจึงเร่งปรับปรุงฮัมวีให้ทนทานต่อกระสุนปืนเล็กและปืนกลได้ ฮัมวีรุ่นปรับปรุงมีรหัสเป็นทางการว่า M1114 คันแรกออกจากสายการผลิตในปี 1996 ถูกใช้งานระยะสั้นๆในแหลมบอลข่านก่อนจะใช้อย่างจริงจังในทะเลทรายตะวันออกกลาง ฮัมวีหุ้มเกราะเหนือกว่า M998 เดิมด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ระบบปรับอากาศใหม่ เสริมความแข็งแกร่งช่วงล่าง ติดเครื่องปรับอากาศ ยิ่งกว่านั้นคือเสริมเกราะให้หนาขึ้นด้วยในส่วนที่นั่งและกระจกกันกระสุน แม้จะปลอดภัยกว่าเดิมจากกระสุนปืนเล็กแต่ข้อเสียคือน้ำหนักมากขึ้น พลประจำรถเจ็บหรือตายหนักกว่าเดิมเมื่อรถเสียศูนย์แหกโค้ง ตามรายงานของกองทัพบกสหรัฐฯในอิรักที่เผยแพร่เมื่อปี 2005 หลังจากรับฮัมวีหุ้มเกราะไปใช้ได้ระยะหนึ่ง น้ำหนักเกราะที่มากขึ้นอีกเกือบตันทำให้ซดน้ำมันหนัก แม้จะเสริมความแข็งแรงแล้วแต่ชิ้นส่วนที่รับน้ำหนักก็ยังสึกหรอเร็ว

ปัญหาของกองทัพสหรัฐฯในอิรักคือถูกบีบให้รบในเมือง เจตจำนงดั้งเดิมของมันคือใช้งานหลังแนวรบ เพื่อสังเกตการณ์หรือลาดตระเวนหาข่าวความเร็วสูง ติดอาวุธไว้เพียงเพื่อป้องกันตัว ถึงจะปลอดภัยกว่าจีปเดิมแต่ด้วยสภาพสงครามรบเต็มพื้นที่แบบไร้แนวรบของอิรัก การเอาฮัมวีติดปืนกล.50 คาลิเบอร์ จึงไม่แตกต่างจากเอาทหารไปขับรถล่อเป้าวัดดวงกับกระสุนและระเบิดแสวงเครื่อง

ช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันจึงมีเสียงวิพากษ์ว่ามันถูกใช้งานหลากหลายเกินพอดี ส่วนใหญ่เป็นภารกิจเสี่ยงที่ต้องปกป้องทหารให้มากกว่านี้ ควรจะใช้ยานยนต์ที่ปลอดภัยกว่าให้มากขึ้น เช่นรถเกราะล้อยาง "สไตรเกอร์", รถเกราะสายพานลำเลียงพล "แบรดลีย์" หรือแม้แต่รถถังหลัก M1 "เอบรัมส์" อีกแนวความคิดหนึ่งคือเปลี่ยนจากฮัมวีเป็น "รถเกราะป้องกันทุ่นระเบิด" (Mine Resistant Ambush Protected MRAP) เสริมเกราะหนาและกระจกกันกระสุน หน้าตัดท้องรถเป็นรูปตัวVเพื่อเบี่ยงเบนแรงระเบิด

ที่เป็นไปได้มากที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้ คือจะมีรถรบพันธุ์ใหม่มาแทนฮัมวีในรูป "รถปฏิบัติการร่วมเบา" (Joint Light Tactical Vehicle JLTV) เพื่อให้เข้ากับการสู้รบปัจจุบันและอนาคต เมื่อยุทธวิธีเปลี่ยนไปยานรบก็ต้องเปลี่ยนตาม คุณสมบัติของ JLTVตามที่กองทัพสหรัฐฯวางไว้คือต้องปกป้องทหารได้จากสะเก็ดระเบิด,ต่อต้านแรงอัดจากระเบิดแสวงเครื่อง (IED) มีอุปกรณ์ช่วยรบเป็นเครือข่าย อัตราการอยู่รอดในสนามรบสูง น้ำหนักต้องเบากว่า7ตันครึ่งเพื่อสะดวกแก่การลำเลียงด้วยเครื่องบิน แล่นได้อีกไกลแม้ระบบหล่อเย็นเสียหาย เข้า-ออกได้ง่ายเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

เมื่อหันมามองกองทัพของเรา 1 ใน 36 ชาติทั่วโลกที่มีฮัมวีประจำการ หากพิจารณาถึงความเหมาะสมทางยุทธวิธี,ภูมิประเทศและเศรษฐกิจ จะพบว่ารถแบบเดียวกันแต่มีความแตกต่างในองค์ประกอบแวดล้อมหลายอย่าง สำคัญที่สุดคือชาติเราไม่ได้ร่ำรวยพอจะปรนนิบัติบำรุงยานรบให้ได้ตามข้อกำหนดจากโรงงานเช่นสหรัฐฯ ด้วยเครื่องยนต์ 8สูบความจุถึง 6,500 ซีซี.นั้น ถึงจะใช้น้ำมันดีเซลแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ใช่แค่ "กิน" น้ำมัน ฮัมวีแทบจะยกถังน้ำมัน "อาบ" กันเลยโดยเฉพาะเมื่อเข้าภูมิประเทศ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องมิติที่กว้างถึง 2 เมตรครึ่ง เปรียบเทียบแล้วเห็นได้ชัดว่ากว้างกว่ารถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้ออื่นๆ เมื่อเข้าทางซอยในชนบทจึงกินพื้นที่ถนนมากกว่าครึ่ง

เมื่อมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สู้รบโดยตรงดังกล่าวแต่ต้น เมื่อแล่นทับระเบิดแสวงเครื่องเช่นที่ภาคใต้จึงรักษาชีวิตทหารไม่ได้ ในเมื่อระเบิดที่วางมีอานุภาพร้ายแรงและใช้มาก ถึงจะใช้รถหุ้มเกราะหนา,หนักกว่าเช่น V150 ก็ยังเอาไม่อยู่ ดังปรากฏในช่วงหนึ่งของข่าวการก่อการร้ายเป็นภาพรถเกราะชนิดนี้หงายท้องล้อหลุดกระเด็นจากเพลาเหมือนของเล่น

เท่าที่พบในงานแสดงยุทโธปกรณ์ "ดีเฟนซ์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ 2007" ที่เมืองทองธานี สิ่งที่ทำให้เราอุ่นใจเล็กๆคือกองทัพบกไทยได้ผลิต "รถปฏิบัติการต้นแบบ" ขึ้นมาใช้ในภารกิจเดียวกับฮัมวีแล้ว เป็นรถ SUV เหมือนกันแต่ใช้เครื่องยนต์เล็กกว่าคือดีเซล 3,000 ซีซี.คอมมอนเรล เป็นเครื่องยนต์แบบเดียวและความจุกระบอกสูบเท่ากับ SUV ปกติ ช่วงล่างจากรถปิคอัพสัญชาติญี่ปุ่น เล็กและคล่องตัวกว่าแต่บรรทุกทหารได้เท่ากัน ที่สำคัญคือประหยัดกว่าครึ่งต่อครึ่งตั้งแต่ราคาตัวรถ ไปจนถึงค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษา นำมาดัดแปลงให้ติดอาวุธเหมือนฮัมวีก็ได้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยิงลูกระเบิด,ปืนกลขนาด.50 นิ้ว, ปืนกล M60 และอื่นๆ ทำความเร็วทางเรียบได้สูสีแต่เมื่อขึ้นทางชันจะไต่ได้เร็วกว่าฮัมวีเพราะน้ำหนักน้อยกว่า หากจริงจังกับการพัฒนาและผลิต ผลพวงอีกอย่างคือมันจะเป็นตัวสร้างงานและรายได้ให้ประเทศ มีโอกาสส่งออกก็จะนำรายได้เข้าประเทศได้มหาศาลเช่นกัน ยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่น้ำมันแพงคงไม่ใช่แต่ชาติเราเท่านั้นที่คิดประหยัด

การริเริ่มดัดแปลงรถยนต์ใช้งานทางทหารจึงเป็นความคิดที่ดี เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจที่เราต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ใช้จ่ายอย่างพอเพียง ฮัมวีอาจจะเหมาะกับสหรัฐฯหรือประเทศร่ำรวยอื่นก็จริง แต่ด้วยราคาน้ำมันอันเป็นต้นทุนของทุกสิ่งนับวันจะแพงขึ้น การจะคงขีดความสามารถของกองทัพไว้ให้พร้อมป้องกันประเทศเสมอ จึงต้องคำนึงถึงความประหยัดและสามารถหาทดแทนได้ในประเทศ

อีกแนวความคิดที่กำลังถูกทดสอบ คือการใช้รถ ATV (All Terrain Vehicle) กับพลประจำ2นายเหมือนมอเตอร์ไซค์แต่มี 4 ล้อ แบบเดียวกับที่ใช้ในกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือเพื่อการสำรวจ ดัดแปลงดีๆจะบรรทุกทหารได้ถึง 3 นายพร้อมอาวุธ ด้วยความคล่องตัวและเครื่องยนต์กำลังสูงที่บุกไปได้ทุกที่ หน่วยรบพิเศษเช่น SEAL ของสหรัฐฯในอิรักจึงดัดแปลงใช้ในหลายภารกิจ ทั้งการลาดตระเวน สอดแสม รวมถึงธุรการ ในภาคใต้ของไทยก็เริ่มใช้รถประเภทนี้แล้วเช่นกัน ถึงจะดูเสี่ยงเหมือนมอเตอร์ไซค์แต่ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าฮัมวีเมื่อแล่นเข้าสู่พื้นที่ ความแคบของยานและทัศนวิสัยที่ดีกว่าช่วยให้มองเห็นทางง่ายและหลบหลีกกับระเบิดได้ดี เว้นแต่กรณีที่ซุ่มคอยกดสวิทช์ข้างทางซึ่งหากโดนเข้าไปสภาพก็คงไม่ต่างจากฮัมวี

การใช้ ATV นี้หากพิจารณาประวัติศาสตร์จะพบว่าไม่ใช่ของใหม่ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมันก็มียานชนิดเดียวกันคือ "เคตเตนคราฟทราด" (Kettenkraftrad) ATV กึ่งสายพานบังคับทิศทางล้อหน้าด้วยแฮนด์เหมือนมอเตอร์ไซค์ ลุยได้ทุกภูมิประเทศ ใช้ได้ผลมาแล้วกับสมรภูมิในเมืองทั้งแนวรบตะวันออกและตะวันตก

เมื่อสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป รูปแบบสงครามเปลี่ยน กองทัพคือองค์กรที่รับผลกระทบโดยตรง เมื่อปัญหาคือต้องเปลี่ยนแปลงตามเพื่อคงขีดความสามารถไว้ให้ได้ ในสภาพที่ถูกกดดันหนักที่สุดทั้งเศรษฐกิจและการเมือง คำตอบคือต้องหาวิธีให้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดให้ได้

เมื่อฮัมวีเริ่มทำให้รู้สึกว่า "จ่ายแพง" และไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเรา ถึงเวลาหรือยังที่จะทดแทนด้วยพาหนะอื่นที่เหมาะกว่า ประหยัดกว่า และหาชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนภายในประเทศได้ง่ายกว่า?

(บทความนี้ เผยแพร่ใน นสพ.มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1449 ประจำวันที่ 23-29 พ.ค.2551)

***เนื่องจากตัวหนังสือในเวปไซต์อาจดูไม่เป็นระเบียบ ถ้าอ่านด้วยเบราเซอร์ที่แตกต่างกัน เช่น IE, Firefox, Safari

ท่านสามารถ download file .pdf เพื่อนำไปอ่านได้อย่างสะดวกสบายตาในเวปลิงค์ด้านล่างซ้ายมือของเวปไซต์

Download
สินค้า/บริการ แนะนํา

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.